การกรอกข้อมูล
ผู้รับบริการ ต้องกรอกข้อมูลในแบบส่งตัวอย่างที่สถาบันฯ กำหนดไว้ฉบับล่าสุด โดยศึกษาข้อมูล แบบส่งตรวจของแต่ละรายการก่อนการเก็บตัวอย่างให้ชัดเจน รวมทั้งระบุรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วนและตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำส่งไปยังสถาบันฯ เนื่องจากมีผลต่อการตรวจสอบ การแปลผล และการรายงานผล
ข้อมูลที่ต้องระบุได้แก่ ชื่อ-สกุลผู้ป่วย/ชื่อผลิตภัณฑ์ เพศ วันเดือนปีเกิด เลขที่ผู้ป่วย (H.N.) โรงพยาบาล จังหวัด ชื่อแพทย์ผู้ส่งตรวจ ชนิดตัวอย่างและตำแหน่งที่เก็บตัวอย่าง รายการที่ขอตรวจ การวินิจฉัยโรคทางคลินิก วัน เวลาที่เก็บตัวอย่าง หน่วยงานที่ส่งตรวจ บริษัทที่ส่งตรวจ/ผู้ผลิต
การกรอกรายละเอียดไม่ชัดเจนหรือไม่ครบถ้วน สถาบันฯ อาจปฏิเสธตัวอย่างและการตรวจได้ ทั้งนี้ หากมีข้อ สงสัยในการกรอกข้อมูล กรุณาติดต่อ ศูนย์เฝ้าระวังและประสานงานทางห้องปฏิบัติการ (ศปส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
การเก็บตัวอย่าง
1. ผู้รับบริการ ดำเนินการเก็บตัวอย่างตามชนิดและปริมาณ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพของตัวอย่างตามรายละเอียดที่ระบุ ในแต่ละการทดสอบ
2. ชนิดของภาชนะบรรจุตัวอย่าง ให้เลือกใช้ภาชนะตามความเหมาะสมของขนาดและปริมาณ ทั้งนี้ ควรแห้ง สะอาด ปราศจากเชื้อ และมีฝาปิดมิดชิด
3. ติดป้ายชื่อ-สกุลของผู้ป่วย หรือรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ บนภาชนะทุกตัวอย่างที่จะส่งตรวจ
การบรรจุและขนส่งตัวอย่าง
ตัวอย่างจากผู้ป่วย
1. บรรจุตัวอย่างด้วยระบบหีบห่อ 3 ชั้น ให้มิดชิด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและ แตกหักของตัวอย่าง ก่อนนำใส่กล่องบรรจุตัวอย่าง ทั้งนี้ ต้องรักษาสภาพของตัวอย่าง ตามเงื่อนไขของแต่ละการทดสอบ เช่น แช่เย็น/น้ำแข็ง แช่แข็ง หรืออุณหภูมิห้อง ระหว่างการนำส่ง/ขนส่ง
2. แยกใบนำส่งและหนังสือนำส่ง (จากส่วนราชการ/หน่วยงาน/บริษัท) ไม่ให้ปนเปื้อนกับภาชนะบรรจุ ตัวอย่าง เช่น ใส่ในถุงพลาสติกป้องกันการซึมเปียกของน้ำแข็งเป็นต้น และใส่ในซองที่ปิดทึบเพื่อป้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในเอกสาร
3. แนววิธีการบรรจุและขนส่ง สามารถศึกษาได้จาก คู่มือแนวทางการขนส่งตัวอย่างติดเชื้อในประเทศไทย
https://nih-new.dmsc.moph.go.th/th/download/3314/km/2023
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์หรืออื่นๆ
ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละรายการทดสอบ
สถานที่ส่งตัวอย่าง / สถานที่ติดต่อ
วันและเวลาราชการ ตั้งแต่ 8.30 – 15.30 น.
ส่งตัวอย่าง ณ ศูนย์รวมบริการ (One stop service) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
นอกเวลาราชการและวันหยุดราชการ รับเฉพาะกรณีโรคระบาดเร่งด่วน
นอกเวลาราชการ ตั้งแต่ 16.30 – 19.30 น.
วันหยุดราชการ ตั้งแต่ 8.30 - 16.30 น.
ส่งตัวอย่าง ณ ศูนย์รวมบริการ (One stop service) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ศูนย์เฝ้าระวังและประสานงานทางห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
88/7 ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0-2951-0000, 0-2589-9850-8 ต่อ 98340, 99614 และ 0-2591-2153
E-mail: SPLABNIH@GMAIL.COM
LINE Official account (LINE OA): @769baxtr


แผนที่ตั้งของหน่วยงาน



การให้บริการ
วันทำการ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. (รับตัวอย่างถึง 15.30 น.)
และกรณีโรคระบาดเร่งด่วนตั้งแต่เวลา 8.30 น. ถึง 19.30 น.
วันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น.
ยกเว้น กรณีมีการระบาดของโรคที่ต้องการผลเร่งด่วนผู้รับบริการต้องแจ้งให้ ศปส. ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเวลาปิดทำการ ศปส.จะจัดเจ้าหน้าที่เพื่อรับตัวอย่าง และประสานห้องปฏิบัติการเตรียมการตรวจวิเคราะห์
การส่งตรวจนอกเวลาราชการ
เฉพาะกรณีระบาดหรือกรณีเร่งด่วน โปรดแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทางโทรศัพท์ หรือ LINE OA อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเวลาปิดทำการ
การส่งตัวอย่าง
1. ส่งตัวอย่างด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ ที่สถานที่ส่งตัวอย่าง/สถานที่ติดต่อข้างต้น
2. การส่งทางเครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟ ต้องแจ้ง ศปส. ทุกครั้ง โดยระบุวันเวลา เที่ยวบิน / สายการบิน / ขบวนรถไฟ / รถทัวร์ ผู้ส่งตรวจ/หน่วยงานที่ส่ง หมายเลขพัสดุ ให้ชัดเจนทางโทรศัพท์ E-mail หรือ Line OA หลังที่ได้ส่งตัวอย่างออกจากต้นทางแล้ว เพื่อสถาบันฯ จะจัดเจ้าหน้าที่ไปรับตัวอย่างเพื่อป้องกันตัวอย่างสูญหายและเสื่อมสภาพก่อนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการบรรจุ/ นำส่ง / ขนส่ง ต้องรักษาสภาพของตัวอย่างตามเงื่อนไขของแต่ละการทดสอบ เช่น แช่เย็น/น้ำแข็ง แช่แข็ง หรืออุณหภูมิห้อง ระหว่างการนำส่ง/ขนส่ง
การขอตรวจเพิ่ม
การขอตรวจเพิ่มในกรณีที่ส่งตัวอย่างมาก่อนหน้านี้แล้ว สามารถขอตรวจเพิ่มได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในแต่ละการทดสอบ และตัวอย่างต้องมีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถตรวจเพิ่มได้ โดยการส่งแบบขอส่งตรวจและระบุ ว่าขอตรวจเพิ่มในรายการที่ต้องการ
การปฏิเสธตัวอย่าง
สถาบันฯ สงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธตัวอย่าง และการให้บริการรับตรวจ ในกรณี ดังนี้
1. ตัวอย่างไม่มีข้อมูล หรือมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน ไม่ติดฉลากระบุข้อมูลบนตัวอย่างส่งตรวจ
2. ตัวอย่าง / แบบขอส่งตรวจ / ใบนำส่งตัวอย่าง / หนังสือนำส่งมีข้อมูลไม่ตรงกัน เช่นชื่อ-สกุลผู้ป่วย H.N.
3. ตัวอย่างไม่เหมาะสม หรือ ตัวอย่างมีปริมาณไม่เพียงพอกับการตรวจ
4. ภาชนะใส่ตัวอย่าง แตกหัก หกเลอะเทอะ ปิดภาชนะไม่แน่น
5. ไม่มีแบบขอส่งตรวจและหนังสือนำส่ง (จากส่วนราชการ/หน่วยงาน/บริษัท)
6. ผู้ส่งตรวจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์และเงื่อนไขของแต่ละรายการทดสอบที่ระบุไว้
หมายเหตุ ในกรณีที่ตัวอย่างเก็บยากและไม่สามารถเก็บใหม่หรือเก็บซ้ำได้ สถาบันฯ อาจพิจารณาทำการทดสอบให้ ทั้งนี้ จะระบุสิ่งที่ตัวอย่างไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในรายงานผลการวิเคราะห์ ผู้รับบริการเป็นผู้พิจารณาในการเลือกใช้ข้อมูลผลการวิเคราะห์ในกรณีดังกล่าวเอง
ระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ (Turn around time, TAT)
การนับระยะเวลาการตรวจวิเคราะห์ เริ่มเมื่อสถาบันฯ ได้รับตัวอย่างและข้อมูลที่ครบถ้วนจากผู้ส่งตรวจ / ผู้ใช้บริการ ทั้งตัวอย่าง แบบขอส่งตรวจและหนังสือนำส่ง
(ส่วนราชการ/หน่วยงาน/บริษัท/) จนถึงวันที่จัดส่งรายงานผลการตรวจ วิเคราะห์ทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้ส่งตรวจ / ผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ ระยะเวลาของการตรวจวิเคราะห์ เป็นไปตามประกาศของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรื่อง “การกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน” ฉบับล่าสุด และตามที่ประกาศในคู่มือฉบับนี้
การรายงานผล
1. สถาบันฯ ส่งมอบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เป็นเอกสารรายงานผล
ให้ผู้ส่งตรวจ / ผู้รับบริการ ในรูปแบบตามที่ผู้ส่งตรวจ / ผู้รับบริการ ร้องขอไว้ในเอกสารนำส่งตัวอย่าง โดยมีรูปแบบดังต่อไปนี้
- ทาง E-report ผ่านระบบสารสนเทศที่หน่วยงานกำหนด
- ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
- ผู้ส่งตรวจ / ผู้รับบริการ ขอรับเอกสารด้วยตนเองได้ที่ ศูนย์รวมบริการ
2. ในกรณีเร่งด่วน มีการระบาด หรือค่าวิกฤต สถาบันฯ จะแจ้งผลทาง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แก่ผู้มีอำนาจใช้รายงานผลตามกฎหมายและผู้ส่งตรวจเพื่อให้สามารถรักษา ป้องกันและควบคุมโรคได้ทันเวลา ทั้งนี้ สถาบันฯจะจัดส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ต้นฉบับ / ฉบับจริง ให้ผู้ใช้บริการ / ผู้ส่งตรวจ ทราบต่อไป
3. สถาบันฯ รับผิดชอบตามกฎหมายต่อการจัดการข้อมูลผู้ป่วย/ผู้รับบริการที่ได้รับหรือที่สร้างขึ้น มีนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและข้อมูลที่เป็นความลับของผู้รับบริการ ต้องแจ้งผู้รับบริการก่อนเผยแพร่ข้อมูลความลับตามกฎหมายจะทำการรักษาความลับของผู้รับบริการ เว้นแต่
- ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บริการ / ผู้ส่งตรวจดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร
- การเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานอื่นที่มีอำนาจหน้าที่และเป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การรายงานผลไปยังหน่วยควบคุมโรคในกรณีพบโรคติดต่อร้ายแรงที่ต้องรายงานตาม พรบ.โรคติดต่อ เป็นต้น
การรับรายงานผล
1. รับรายงานผลด้วยตนเอง ณ ศูนย์รวมบริการ
2. รับรายงานผลทางไปรษณีย์
3. E-report ผ่านระบบสารสนเทศที่สถาบันฯ กำหนด
4. จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เฉพาะกรณีเร่งด่วน มีการระบาด หรือค่าวิกฤต เท่านั้น

วิธีปฏิบัติการรับตัวอย่างและการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์
ในกรณีเร่งด่วน/กรณีพิเศษ
นิยาม
กรณีเร่งด่วน/กรณีพิเศษ: การรับตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ในสถานการณ์ ต่อไปนี้
• การระบาดของโรคติดต่อตาม พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558
• การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินกรณีภัยคุกคามทางชีวภาพ
• การตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านอื่นๆ หรือภัยคุกคามสุขภาพต่างๆ ตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข และ นโยบายระดับประเทศ
• ความต้องการผลการตรวจวิเคราะห์เพื่อการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤต
วิธีดำเนินการ
1. การรับตัวอย่าง ผู้รับบริการ /สำนักระบาด /หน่วยงานสาธารณสุข แจ้งสถาบันฯ ทราบล่วงหน้า อย่าง น้อย 3 ชั่วโมงก่อนปิดการให้บริการ ศปส. จะจัดเจ้าหน้าที่ เพื่อรับตัวอย่าง และประสานห้องปฏิบัติการเตรียมการตรวจ วิเคราะห์
2. การนำส่งตัวอย่าง ศปส. จะนำส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการทันทีหรือโดยเร็วที่สุด
3. ระยะเวลาตรวจวิเคราะห์สถาบันฯ มีระบบบริการตรวจวิเคราะห์ทันที สามารถรายงานผลได้รวดเร็วกว่า ที่แจ้งไว้ในคู่มือการเก็บตัวอย่างและการส่งตรวจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ทั้งนี้ระยะเวลาขึ้นกับสถานการณ์ ของโรคระบาดนั้นๆ โดยมีคำสั่งของผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนโยบายของผู้บริหารกระทรวง สาธารณสุข เป็นตัวกำหนด
4. การรายงานผล
รายงานผลเบื้องต้น ทางโทรศัพท์/โทรสาร/แจ้งผลด้วยวาจา/จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์/สื่อออนไลน์ โดย หัวหน้าห้องปฏิบัติการ /หัวหน้า ศปส.หรือผู้ที่ได้รับ มอบอำนาจเท่านั้น เป็นผู้แจ้งผล
รายงานผลด้วยเอกสาร ห้องปฏิบัติการออกรายงานผลตามระบบสารสนเทศของ สถาบันฯ ศปส.จัดทำ สำเนารายงานผล ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
* การรับตัวอย่าง และการนำส่งตัวอย่างสงสัยโรคติดเชื้อกลุ่มเสี่ยงระดับ 3 (Risk group 3) ขึ้นไปให้ปฏิบัติตามแนวทางของปฏิบัติงาน ของคณะทำงานเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการ เพื่อการตอบสนองภัยจากอาวุธชีวภาพและเชื้ออันตรายร้ายแรง ตามคำสั่ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ที่ 55/2559 ลงวันที่ 30 สิงหาคม