สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

National Institute of Health of Thailand

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมพร้อมตอบโต้สถานการณ์โรคปอดอักเสบเฉียบพลันในจีน

วันที่ :2020-01-06

สถานการณ์ในต่างประเทศ : เนื่องจากในขณะนี้มีข่าวการระบาดของโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) จากเชื้อไวรัสซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นไวรัสชนิดใด ในประเทศจีนรายงานอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2562 - 4 มกราคม 2563 โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนครอู่ฮั่น เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยจำนวน 44 ราย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำงานอยู่ที่ตลาดขายส่งปลาและอาหารทะเลขนาดใหญ่ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของประเทศจีน ในจํานวนนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิต ผลการสอบสวนโรคเบื้องต้นยังไม่พบมีการติดต่อจากคนสู่คน และไม่มีรายงานบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อดังกล่าว แม้ยังไม่สามารถบ่งชี้ถึงเชื้อสาเหตุได้ แต่พบว่าไม่ใช่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก หรือเชื้อก่อโรคระบบทางเดินหายใจทั่วไป ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจมีส่วนเชื่อมโยงกับโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซาร์ส ทั้งนี้ โรงพยาบาลได้มีการแยกผู้ป่วยโรคนี้ออกจากผู้ป่วยทั่วไป รวมถึงการติดตามบุคคลติดต่อใกล้ชิดกับผู้ป่วยเพื่อสอบสวนโรคต่อไป

โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซาร์ส (SARS; Severe Acute Respiratory Syndrome) เกิดการระบาดครั้งแรกในมณฑลกวางตุ้ง ของประเทศจีน ประมาณปลายปีพ.ศ. 2545 โดยพบผู้ป่วยปอดบวม ซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ ต่อมาเกิดการระบาดของโรคปอดบวมในฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม สิงคโปร์ แคนาดา ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20 เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคซาร์สทั้งสิ้นจาก 29 ประเทศ จำนวน 8,098 ราย เสียชีวิต 774 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 9.6 สำหรับประเทศไทยในช่วงที่มีการระบาด มีเพียงผู้ป่วยยืนยัน 1 ราย ซึ่งมีอาการป่วยในขณะเดินทางมาประเทศไทย ทั้งนี้ ไม่พบมีการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำการรักษา รวมถึงไม่มีการแพร่กระจายสู่ชุมชน ประเทศไทยจึงไม่ถูกจัดอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
 
อาการและระยะฟักตัวของโรค ครั่นเนื้อ ครั่นตัว ปวดกล้ามเนื้อและไข้ ต่อมาเกิดอาการของระบบทางเดินหายใจอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีทั้งไอและหายใจลําบาก อาจจะมีอาการท้องเสียร่วมด้วย อาการอาจจะทรุดลงหลายวัน สอดคล้องกับที่ไวรัสในเลือดขึ้นสูงหลังจากแสดงอาการได้ 10 วัน ระยะฟักตัวของโรค 3 - 10 วัน ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรค ต้องอาศัยทั้งลักษณะอาการทางคลินิกและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกัน
 
การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสงสัยติดเชื้อตามนิยามผู้ป่วยที่เข้าข่ายเฝ้าระวังโรคซาร์ส ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดังนี้
     1. การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อกลุ่มโคโรนาไวรัส และเชื้อ SARS-CoV ด้วยเทคนิค RT-PCR ใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ 8 ชั่วโมง หากผลการตรวจเป็นลบ สามารถรายงานผลได้ทันที อย่างไรก็ตาม กรณีผลลบ อาจเกิดจากตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมหรือด้อยคุณภาพ ได้แก่ ตำแหน่งที่เก็บสิ่งส่งตรวจ ไม่สัมพันธ์กับพยาธิสภาพของโรคหรือระยะเวลาที่เก็บห่างจากวันเริ่มป่วยมากเกินไป เจ้าหน้าที่จึงควรทบทวนคำแนะนำการเก็บและนำส่งสิ่งส่งตรวจ พร้อมกับเก็บตัวอย่างใหม่ ส่งตรวจซ้ำ แต่หากผลการตรวจเป็นบวก จะดำเนินการตรวจยืนยันอีกครั้งด้วยการตรวจลำดับนิวคลิโอไทด์ (Nucleotide sequencing ) ใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ 24-48 ชั่วโมง
     2. การตรวจวินิจฉัยไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ ได้แก่ Flu A, Flu B, HRV, PIV type- 1, PIV type-2, PIV type-3, PIV type-4 , Adv , RSV-A, RSV-B, HEV, hMPV, HBoV, CoV- 229E, CoV- NL63 CoV- OC43 และ MERS-CoV ใช้เวลาตรวจวิเคราะห์ 8 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้การสรุปผลการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยสงสัยฯที่ให้ผลลบต่อ SARS-CoV มีความชัดเจนขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนรักษา
 
คำแนะนำในการเก็บและนำส่งตัวอย่าง
     ควรปฎิบัติตามคำแนะนำการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยที่สงสัยเป็นโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือซาร์ส; SARS-CoV ขององค์การอนามัยโลกอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกต้อง แม่นยำ เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนโรคและการรักษา
     1. ควรเก็บตัวอย่างเร็วที่สุด ภายใน 1-3 วัน เมื่อผู้ป่วยเริ่มปรากฏอาการของโรค (อย่างช้าภายใน 3-5 วัน)
     2. เก็บตัวอย่างจากทางเดินหายใจส่วนบนหรือทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือเก็บทั้งสองอย่าง
     2.1 ตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น bronchoalveolar lavage, tracheal aspirate, sputum ให้ใส่ภาชนะปลอดเชื้อไม่ต้องใส่ VTM ยกเว้นกรณี ผู้ป่วยใส่ tube อาจตัดสาย ET-tube จุ่มลงในหลอด VTM หรือ UTM ได้
     2.2 ตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น nasopharyngeal aspirate, nasopharyngeal wash ให้ใส่ภาชนะปลอดเชื้อไม่ต้องใส่ VTM หรือ เก็บ nasopharyngeal swab ร่วมกับ throat swab (ใช้ Dacron หรือ Rayon swab ที่ก้านทําด้วยลวดหรือพลาสติก และไม่มีสาร calcium alginate) จุ่มลงในหลอด VTM หรือ UTM หลอดเดียวกัน หักปลายด้าม swab ทิ้ง เพื่อปิดหลอดเก็บตัวอย่างให้สนิท
     3. เมื่อเก็บตัวอย่างแล้วต้องแช่ในกระติกน้ำแข็งทันที หรือ เก็บในตู้เย็น อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลซียส อย่าแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น นำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 72 ชั่วโมง กรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจภายใน 72 ชั่วโมง ให้เก็บในตู้แช่แข็ง –70 องศาเซลเซียส (น้ำยาเก็บตัวอย่าง ควรใช้ UTM หรือ VTM ชนิดเดียวกันกับการเก็บตัวอย่างสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือ MERS)
 
การประสานส่งตัวอย่าง โรงพยาบาลในสังกัดรัฐและเอกชนที่รับผู้ป่วยที่เข้าข่ายเฝ้าระวังฯไว้ต้องแจ้งกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ภายใน 24 ชั่วโมง โทรศัพท์ : 02 590 1793 หรือ 02 590 1795 โทรสาร 02 591 8579 หรือ E mail: outbreak@health.moph.go.th หรือ บันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลการเฝ้าระวังผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง SARI ทางเว็บไซต์กองระบาดวิทยา www.boe.moph.go.th และนําส่งตัวอย่างโดยใช้แบบฟอร์มส่งตรวจ MERS-CoV หรือ SARS ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแนบฟอร์มแจ้งข้อมูลผู้ป่วย ของสํานักระบาด (SARI_AI1) พร้อมระบุชื่อผู้รับแจ้งข้อมูลของกองระบาดวิทยา หรือ สํานักงานป้องกันควบคุมโรค ทั้งนี้ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าตรวจวิเคราะห์
 
  
สถานที่รับตัวอย่างส่วนกลาง
ศูนย์ประสานงานการตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ (ศปส.)
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นนทบุรี
เวลาให้บริการ : วันทําการ เวลา 08.30-18.30 น.
วันหยุดราชการ เวลา 08.30-16.30 น.
โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 99248, 99614, 0-2591-2153
โทรสาร 0-2591-5449
 
กรณีการระบาดหรือเร่งด่วน โปรดแจ้ง ศปส. โทร. 089-318-4596, 081-875-2792
 
 
 
ฝ่ายไวรัสระบบทางเดินหายใจ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
5 มกราคม 2563