สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

National Institute of Health of Thailand

โรคไลม์ (Lyme disease)

วันที่ :2019-07-18

 

           Borrelia spp. เชื้อก่อโรคไลม์ (โรคข้ออักเสบไลม์) ถูกจัดเป็นแบคทีเรียแกรมลบชนิดสไปโรขีตที่ไม่นิยมย้อมสีแกรมในการจำแนกเชื้อเนื่องจากเชื้อจะติดสีแดงอ่อนๆ ของ safranin ซึ่งเป็นสีสุดท้ายของขั้นตอนการย้อม เชื้อมีลักษณะเป็นเกลียว ขนาดลำตัวยาว 20 – 30 ไมครอน กว้าง 0.2 – 0.3 ไมครอน ใช้แฟลกเจลลาในการเคลื่อนที่ การก่อโรคพบเชื้อ “Borrelia spp.” 4 สปีชีส์ก่อโรคในคน ได้แก่ B. burgdorferi, B. mayanii (พบในทวีปอเมริกาเหนือ) B. afzelii, B. garinii (พบในทวีปยุโรปและเอเชีย)  พบสัตว์ขาข้อ “เห็บ” สกุล Ixodes spp. ระยะตัวอ่อน (nymph) มากกว่าตัวเต็มวัย (adult) เป็นพาหะนำโรค โดยเห็บใช้เวลาอย่างน้อย 36 ชั่วโมงในการสัมผัส (กัด) ก่อนเชื้อแพร่เข้าสู่คนหรือสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เป็นแหล่งรังโรค เช่น สัตว์ฟันแทะ สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน กระต่ายป่า ฯลฯ พบเชื้อก่อโรคมากในประชากรกลุ่มเด็กแต่ไม่พบการติดต่อจากคนสู่คน สัตว์สู่คนหรือการรับประทานผ่านอาหาร

 

 

 

 

 

รูปที่ 1. ลักษณะเชื้อ B. burgdorferi เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ (รูปจาก Todar, www.textbookofbacteriology.net)

 

 

 

รูปที่ 2. ขนาดของเห็บในระยะต่างๆ(รูปจาก http://www.cdd.gov/lyme/transmission.index.html)

 

          ลักษณะการเกิดโรคแบ่งเป็น 3 ระยะ จำแนกตามอาการที่พบ ได้แก่ ระยะแรกของการติดเชื้อภายหลังเห็บกัด 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดข้อ พบผื่นแดงเป็นวงตั้งแต่ 1 แห่งขึ้นไป (bull-eye-rash; รูปที่ 3A)  ระยะแพร่กระจายหลังรับเชื้อมากกว่า 3 – 10 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการอื่นร่วม เช่น ปวดบวมบริเวณข้อต่อโดยเฉพาะหัวเข่า พบถุงน้ำด้านหลังหัวเข่า (Baker’s cyst)  ม้ามโต ตับอักเสบ ตาอักเสบ ระบบการทำงานหัวใจผิดปรกติ  ไขสันหลัง/เยื่อหุ้มสมองอักเสบ พบปัญหาด้านความจำ อาจพบอัมพฤกษ์/อัมพาตบริเวณใบหน้า (รูปที่ 3B) และระยะสุดท้ายซึ่งเป็นระยะแฝงของโรคที่พบการอักเสบของข้อต่อขนาดใหญ่ เช่น หัวเข่า พบความผิดปรกติของระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย เช่น ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน อัมพาตครึ่งซีก ชัก พบการบกพร่องทางสมอง สูญเสียการได้ยินและอาจพบการอักเสบของผิวหนังบริเวณหลังมือ เท้า หัวเข่า ข้อศอก (acrodematitis chronica atrophicans; รูปที่ 3C)

 

 

รูปที่ 3. ลักษณะอาการของผู้ป่วยไลม์ (รูปจาก http://www.cdc.gov/lyme/signs_symptoms/index.html และ Meyerhoff JO. https://emedicine.medscape.com/article/330178-treatment)
 
 
 
          สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นหน่วยงานที่มีห้องปฏิบัติการอ้างอิงที่เปิดให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคไลม์โดยการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันของแอนติบอดีต่อเชื้อ B. burgdorferi ทั้งชนิด IgM และ IgG โดยสามารถเก็บและส่งตัวอย่างน้ำเหลืองหรือน้ำไขสันหลังในภาชนะที่สะอาดปราศจากเชื้อและนำส่งที่อุณหภูมิ 2 – 8 ซ โดยระยะเวลาในการเก็บตัวอย่างน้ำเหลืองควรเก็บ 2 ครั้ง (ครั้งแรกเมื่อป่วยหรือแรกเช้ารับการรักษาและครั้งที่สองห่างกันอย่างน้อย 6 – 8 สัปดาห์) และตัวอย่างน้ำไขสันหลังให้เก็บภายในสัปดาห์แรกหลังติดเชื้อ สำหรับตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจสารพันธุกรรม ได้แก่ เลือด น้ำล้างแผล ชิ้นเนื้อผิวหนังที่บวมแดง น้ำไขสันหลัง น้ำไขข้อ หรือปัสสาวะ เก็บในภาชนะที่ปราศจากเชื้อนำส่งที่อุณหภูมิ 2 – 8 
 
 
 
 
จัดทำโดย ฝ่ายเลปโตสไปโรสิส เมดิออยโดสีสและบรูเซลโลซิส สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
15 กรกฎาคม 2562