สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

National Institute of Health of Thailand

ภัยร้ายใกล้ตัว...เชื้อโรคในห้องน้ำ

วันที่ :2019-05-15

 

          แจ็ค กิลเบิร์ต นักจุลชีววิทยา จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติอิลลินอยด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณและชนิดของแบคทีเรียในห้องน้ำสาธารณะยืนยันว่า ห้องน้ำที่สภาพแวดล้อมเย็น แห้งและสะอาดสะอ้าน ทำให้แบคทีเรียส่วนใหญ่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เป็นเวลานานๆ ผิดกับห้องน้ำที่มีอากาศชื้นและอุ่น รวมทั้งมีเศษอาหารสกปรกตกอยู่ตามพื้นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีและมีชีวิตได้นานกว่า  เมื่อเข้าห้องน้ำ หากมือไปสัมผัสถูกพื้นผิว หรือสุขภัณฑ์ที่มีเชื้อโรคแฝงอยู่แล้ว   ไม่ได้ทำความสะอาดมือ  หลังจากนั้นหยิบอาหารมารับประทาน จะทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้ เช่น การติดเชื้อซาลโมเนลล่า ซึ่งมักจะพบปนเปื้อนในอุจจาระได้บ่อยๆ หากได้รับเชื้อนี้เข้าไป อาจทำให้มีอาการไข้ ปวดท้อง และท้องเสีย ในกรณีผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ อาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้  โรคติดต่อทางเดินอาหารแล้ว เชื้อราที่อยู่ในห้องน้ำนั้น อาจทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด มีอาการกำเริบได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำแล้ว เชื้อราดังกล่าว อาจทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงและฝีในสมองได้  มีการวิจัยโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยไวรัสวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี “เผยผลการตรวจพบไวรัสเอชพีวีในที่สาธารณะ” หลังพบเชื้อไวรัสเอชพีวีที่ด้ามกดชักโครกในห้องน้ำหญิงโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่ง ก๊อกน้ำล้างมือที่ติดกับอ่างล้างมือในห้องน้ำชายของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่รองนั่งโถส้วมในห้องน้ำหญิงและที่รองนั่งโถส้วมในห้องน้ำชายของสถานบันเทิง (ผับ) แห่งหนึ่ง โดยเชื้อไวรัสเอชพีวีเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก หูดหงอนไก่ และมะเร็งทวารหนัก 

 

          ดังนั้นเราควรจะมีการป้องกันตนเองจากเชื้อเหล่านี้ เช่น

          1. ควรเก็บเครื่องใช้ส่วนตัวเช่น โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเมื่อต้องเข้าห้องน้ำโดยวางให้ห่างจากโถส้วม หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิด เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อจากห้องน้ำสู่เครื่องใช้ส่วนตัว

          2. ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เนื่องจากการสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆในห้องน้ำทำให้มือปนเปื้อนเชื้อจากห้องน้ำมากกว่าอวัยวะส่วนอื่น

          3. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องเป่ามือ โดยใช้กระดาษชำระเช็ดมือแทน 

          4. ทำความสะอาดห้องน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารโซเดียมไฮโปคลอไรท์ เป็นต้น    

          5. ควรปิดฝาครอบก่อนกดน้ำชำระล้างโถส้วม เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของจุลินทรีย์

          6. ลดการปนเปื้อนของเชื้อจากห้องน้ำสู่อวัยวะที่สัมผัสโดยตรงกับอุปกรณ์ในห้องน้ำ เช่น ฝารองนั่งโถส้วม ด้วยการใช้กระดาษชำระรองทุกครั้ง

          และที่สำคัญพวกเราทุกคนควรมีจิตสำนึกที่ดีในการใช้ห้องน้ำทุกครั้ง ด้วยการช่วยรักษาความสะอาด

 

          สำหรับตัวอย่างผู้ป่วยที่สงสัยโรคต่างๆดังกล่าวสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและส่งตรวจเชื้อโรคได้ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ URL: http://nih.dmsc.moph.go.th/index.php

 

              

 

เอกสารอ้างอิง

1. Best EL, Redway K. Comparison of different hand drying method the potential for airborne-microbe dispersal and contamination. J Hospital Infect. 2015; 89: 215 – 217.

2. Chattman M, Maxwell SL, Gerba CP. Occurrence of Heterotrophic and Coliform Bacteria in Liquid Hand Soaps From Bulk Refillable Dispensers in Public Facilities. J Environ Health. 2011; 73(7): 26 – 29.

3. Huang C, Ma W, Stack S. The Hygienic Efficacy of Different Hand-Drying Methods: A Review of the Evidence. Mayo Clin Proc. 2012; 87(8): 791 – 798.

4. Lee Y. An evaluation of microbial and chemical contamination sources related to the deterioration of tap water quality in the household water supply system. Int J Environ Res Public Health. 2013; 10: 4143 – 4160.

5. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เชื้อโรคในห้องสุขา (ออนไลน์). 2556 [สืบค้น 4 เมษายน 2562] เข้าถึงได้ที่: URL: https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th /knowledge/article/292/ เชื้อโรคในห้องสุขา

6. ภัยร้าย…ใกล้ตัว เอชพีวี ในที่สาธารณะ (ออนไลน์). 2556 [สืบค้น 4 เมษายน 2562] เข้าถึงได้ที่: URL: http://www.wongkarnpat.com/viewpat.php?id=163#.XKMVXJgzbIU 

7. เชื้อโรคร้ายในห้องน้ำ (ออนไลน์). 2556 [สืบค้น 4 เมษายน 2562] เข้าถึงได้ที่: URL: http://www.si.mahidol.ac.th/th/tvdetail.asp?tv_id=392

 

 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
เมษายน  2562