สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

National Institute of Health of Thailand

วันที่ :2018-10-08
 
          วัณโรคเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเป้าหมายลดอัตราการเกิดของวัณโรคลงจาก 171 ต่อประชากรแสนคนในปี 2557 ให้เหลือ 88 ต่อประชากรแสนเมื่อสิ้นปี 2564 เพื่อให้การควบคุมวัณโรคเป็นไปตามเป้าหมายยุติวัณโรคขององค์การอนามัยโลก ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ราว 120,000 ราย ผู้เข้าถึงระบบการรักษาร้อยละ 60 และเสียชีวิตปีละ 12,000 ราย พบผู้ป่วยที่ดื้อยาหลายขนานและดื้อยารุนแรง ปีละกว่า 4,500 ราย ผู้ป่วยวัณโรคประมาณร้อยละ 80 เป็นวัณโรคปอด  ผู้ที่ใกล้ชิดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดโรค กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการเร่งรัดกำจัดวัณโรค โดยตรวจค้นหาผู้ป่วยใหม่ให้รวดเร็ว และครอบคลุม เพื่อนำผู้ป่วยมารักษา ตัดวงจรการแพร่โรค และดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ.2560-2564
 
         การตรวจวินิจฉัยวัณโรคทางห้องปฏิบัติการมีความสำคัญ โดยช่วยยืนยันการตรวจวินิจฉัยทางคลินิก ติดตามการรักษา และตรวจสอบการดื้อยา การตรวจมีหลายวิธีและมักใช้หลายวิธีร่วมกัน วิธีการตรวจต่างๆ มีดังนี้
 
1. การย้อมเชื้อและตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เป็นการตรวจคัดกรองที่ให้ผลตรวจเร็ว เชื้อวัณโรคย้อมติดสีทนกรด  ข้อจำกัดคือ ตรวจพบเฉพาะตัวอย่างที่มีเชื้อจำนวนมากอย่างน้อย 5,000-10,000 เซลล์ต่อมิลลิลิตร และผลบวกไม่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรค อาจตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบเรืองแสงจะช่วยเพิ่มความไวในการตรวจวิเคราะห์
 
2. การเพาะเชื้อ เป็นการตรวจยืนยัน ใช้เวลานานกว่าจะทราบผล เฉลี่ย 2-8 สัปดาห์ เนื่องจากเชื้อวัณโรคเจริญช้า เชื้อวัณโรค 10 เซลล์สามารถเพาะขึ้นได้ จึงมีความไวสูง เชื้อที่เพาะขึ้นต้องตรวจพิสูจน์เป็นเชื้อวัณโรคก่อนรายงานผล ปัจจุบันใช้การตรวจแอนติเจนที่จำเพาะแทนการทดสอบทางชีวเคมี
 
3. การทดสอบความไวของเชื้อต่อยา แบ่งเป็นการทดสอบที่อาศัยการเพาะเชื้อ โดยตรวจสอบการเจริญของเชื้อในอาหารที่มีและไม่มียา การใช้อาหารเหลวจะได้ผลเร็วขึ้น และการตรวจการดื้อยาทางอณูวิทยาโดยตรวจการเปลี่ยนแปลงของดีเอเอที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยา ได้ผลตรวจเร็ว ได้แก่ การตรวจด้วย Xpert MTB/RIF หรือ Line probe assay (LPA) อาจตรวจด้วยเทคนิคอื่น เช่น Real-time PCR เป็นต้น
 
4. การตรวจทางอณูวิทยา เป็นการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ ให้ผลตรวจเร็ว มีความไวและความจำเพาะสูง  วิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำสำหรับการตรวจหาเชื้อ ได้แก่ การตรวจด้วย Xpert MTB/RIF ใช้เครื่องตรวจอัตโนมัติ และการตรวจด้วยเทคนิค Loop- mediated isothermal amplification (LAMP) โดยการเพิ่มสารพันธุกรรมที่อุณหภูมิคงที่ มีวิธีตรวจง่าย จึงเหมาะเป็นการทดสอบในหน่วยบริการ (point-of care-testing, POCT) นอกจากนี้อาจตรวจด้วยเทคนิคอื่น เช่น PCR หรือ Real-time PCR
 

5. การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา เป็นการตรวจการติดเชื้อวัณโรคโดยตรวจการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน มี 2 วิธี ได้แก่ การทดสอบด้วยสารทูเบอร์คิวลิน และการตรวจสารอินเตอร์เฟอรอนแกมมา (interferon gamma release assay, IGRA) ใช้เพื่อตรวจการติดเชื้อแบบแฝงซึ่งไม่มีอาการ หรืออาจใช้เพื่อช่วยวินิจฉัยวัณโรค วิธี IGRA มีข้อดีคือ มีความจำเพาะสูง ไม่เกิดผลบวกปลอมจากวัคซีนบีซีจีที่ฉีดเพื่อป้องกันวัณโรค 

 

            กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้ให้บริการตรวจวัณโรคทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีต่างๆ ในระบบคุณภาพ ISO 15189 และปัจจุบันประเทศไทยมีการวินิจฉัยวัณโรคด้วยเครื่องตรวจ Xpert MTB/RIF มากขึ้น ซึ่งเครื่องทำงานอัตโนมัติทำให้การตรวจวัณโรคทำได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น อย่างไรก็ดีเครื่องยังมีไม่ครอบคลุมทุกแห่งที่เป็นหน่วยบริการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้ทำการวิจัยพัฒนาชุดตรวจวัณโรค TB-LAMP และพัฒนาต่อยอดได้ชุดตรวจใหม่ Non-LAMP test ซึ่งมีประสิทธิภาพ การพัฒนาและใช้วิธีการตรวจที่มีประสิทธิภาพ ได้ผลตรวจรวดเร็ว อีกทั้งราคาไม่แพง จะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยวัณโรคได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ประหยัดคุ้มค่า   

 

+ (พบเชื้อวัณโรค)                      -  (ไม่พบเชื้อวัณโรค)

 

รูป  ผลการตรวจหาเชื้อวัณโรคด้วย TB-LAMP ภายหลังทำปฏิกิริยาเพิ่มสารพันธุกรรมดีเอนเอของเชื้อวัณโรคในหลอดทดสอบภายใต้อุณหภูมิคงที่ 1 ชั่วโมง สามารถตรวจสอบผลได้ด้วยตาเปล่าโดยสังเกตการเปลี่ยนสีหรือตะกอนขาว

 

 

ฝ่ายมัยโคแบคทีเรีย
กลุ่มแบคทีเรียวิทยาทางการแพทย์
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ตุลาคม 2561