สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

NATIONAL INSTITUTE OF HEALTH OF THAILAND

โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัส อีกโรคที่ระบาดในฤดูหนาว

วันที่ :2017-11-20

 

          โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันและอาหารเป็นพิษ พบได้ในคนทุกกลุ่มอายุและทั่วโลก โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในประเทศไทยเป็นโรคที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ มีการระบาดในช่วงหน้าหนาว จากรายงานของสำนักระบาดวิทยาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง 6 พฤศจิกายน 2560 พบผู้ป่วยจำนวน 859,276 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 1,313.34 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 1 ราย สามารถติดต่อได้จากคนสู่คนโดยกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อซึ่งไวรัสที่ก่อโรคอุจจาระร่วงมีหลายชนิด อาทิ เช่น ไวรัสโนโร ไวรัสโรทา ไวรัสแอสโตร เป็นต้น จากข้อมูลของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขพบว่าไวรัสโนโร และไวรัสโรทา มีบทบาทสาคัญในประเทศไทย

          ไวรัสโนโร (Norovirus,NoV) ประกอบด้วย 5 จีโนกรุ๊ป (Genogroup)  คือ GI - GV   จีโนกรุ๊ปที่มักก่อโรคในมนุษย์คือ จีโนกรุ๊ป 1 (GI) และจีโนกรุ๊ป 2 (GII)  โดยเฉพาะ GII พบว่ามีอัตราการก่อโรคในคนสูงที่สุด ทั้งนี้ในแต่ละจีโนทัยป์ยังสามารถจำแนกออกได้อีกหลายสายพันธุ์ย่อย  อาการที่พบ ได้แก่ คลื่นไส้รุนแรง ปวดท้องและท้องร่วง  ซึ่งมีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่น อาการร่วมอย่างอื่นที่พบ เช่น ปวดศีรษะ มีไข้หนาวสั่น และปวดกล้ามเนื้อ เชื้อใช้เวลาในการฟักตัว 12-48 ชั่วโมง ไวรัสโนโรนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการป้องกัน

          ไวรัสโรทา (Rotavirus) มี 7 group คือ A,B,C,D,E,Fและ G ซึ่งไวรัสโรทา Group A เป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute gastroenteritis) อาการมักรุนแรงในเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอายุตํ่ากว่า 5 ปี การติดต่อเป็นแบบ foecal oral route ระยะฟักตัว 1-2 วัน มีอาการไข้ ปวดท้อง อาเจียน และถ่ายเป็นน้ำ มักหายได้เองภายใน 3-8 วัน และเนื่องจากมีหลายสายพันธุ์จึงสามารถเกิดโรคได้หลายครั้ง แม้จะมีการใช้วัคซีนถึง 2 ชนิดแล้ว แต่ด้วยคุณสมบัติของไวรัสโรทาที่มียีนมากถึง 11 จีนโนม จึงทำให้เกิดการผสมข้ามยีนกันในแต่ละ 11 จีนโนม (Re-assortment) เกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ได้ง่าย สำหรับไวรัสโรทานี้ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันได้แล้ว

          ห้องปฏิบัติการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เฝ้าระวังโรคอุจจาระจากไวรัสอยู่ 2 ชนิดคือ ไวรัสโรทา และไวรัสโนโร  ซึ่งข้อมูลการการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 – ตุลาคม 2560 ได้รับตัวอย่างทั้งจากผู้ป่วยและน้ำดื่มน้ำใช้ที่คาดว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอุจจาระร่วง จํานวนทั้งสิ้น 990 ตัวอย่าง  พบตัวอย่างที่ให้ผลบวกจำนวน 273 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 27.6 เมื่อนำตัวอย่างที่ให้ผลบวกมาจำแนกชนิดของไวรัสพบว่า ไวรัสโนโรเป็นไวรัสที่พบมากคิดเป็นร้อยละ 76.2 ของจำนวนตัวอย่างที่ให้ผลบวกและ GII เป็นจีโนกรุ๊ปที่พบมากที่สุดโดยพบสายพันธุ์ย่อยเป็น GII.2 และ GII.4 เป็นส่วนใหญ่  ที่เหลือเป็นไวรัสโรทาคิดเป็นร้อยละ 19.8 ของจำนวนตัวอย่างที่ให้ผลบวก ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการพบไวรัสโรทาในกลุ่มอาการอุจจาระร่วงลดลงนี้มีผลมาจากการใช้วิคซีนที่มีประสิทธิภาพ

          สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการดังนี้

          ตรวจวินิจฉัยโรคอุจจาระจากไวรัสโรทาด้วยเทคนิคการตรวจ 2 วิธี

                    1. Polyacrylamide gel electrophoresis (PAGE) วิธีนี้ข้อดีคือราคาถูก และสามารถแยกกลุ่มไวรัสโรทาที่พบว่าเป็น กลุ่มใดจาก 7 กลุ่มโดยดูจากการเรียงตัวของ  RNA หลังการย้อมสี

                    2. RT-PCR เป็นวิธีตรวจที่รวดเร็วและมีความไวที่สูงกว่า แต่ราคาสูงกว่าแบบแรก

          ชนิดตัวอย่างส่งตรวจ คือ อุจจาระ (Fresh stool) ปริมาณ 3-5 มิลลิลิตร เก็บใส่ภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด ใส่ถุงพลาสติกเพื่อไม่ให้หกเลอะเทอะ

          ตรวจวินิจฉัยโรคอุจจาระจากไวรัสโนโร

          โดยวิธี RT-PCR ซึ่งสามารถตรวจได้ในตัวอย่างผู้ป่วยที่เป็นอุจจาระ(Fresh stool) rectal swab อาเจียน โดย สามารถเก็บตัวอย่างอุจจาระและอาเจียน เก็บใส่ภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด แยกใส่ถุงพลาสติกเพื่อไม่ให้หกเลอะเทอะ กรณี rectal swab อาจแช่ใน viral transport media ของไวรัสเอนเตอโร นอกจากนี้ในกรณีที่มีการระบาด สถาบันฯ สามารถ ตรวจหาเชื้อในตัวอย่างประเภทน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สงสัยว่าอาจเป็นแหล่งของการระบาดโดยเก็บใส่ภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิดปริมาณ อย่างน้อย 500 มิลลิลิตร 

          การส่งตัวอย่างในระบบลูกโซ่ความเย็น นำส่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และแบบฟอร์มในการส่งตัวอย่างสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก website สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข http://nih.dmsc.moph.go.th/login/filedata/5.12.pdf

 

ฝ่ายไวรัสระบบทางเดินอาหาร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 
พฤศจิกายน 2560