สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

NATIONAL INSTITUTE OF HEALTH OF THAILAND

โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคฉี่หนู) และการตรวจวินิจฉัย

วันที่ :2017-07-24

โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคฉี่หนู) สาเหตุจากเชื้อเลปโตสไปรา Leptospira interrogan สายพันธุ์ก่อโรค   คนรับเชื้อจากการสัมผัสเลือด หรือ ปัสสาวะของสัตว์รังโรค (หนู สุกร โค กระบือ สุนัข แมว ฯลฯ) ผ่านรอยขีดข่วนบริเวณผิวหนัง เยื่อบุตา จมูก ปาก ที่เกิดจากการทำกิจกรรมในพื้นที่ชื้นแฉะ น้ำท่วมขัง หรือติดเชื้อจากการดื่มน้ำ / รับประทานอาหารที่ปนเปื้อน ซึ่งเชื้อเลปโตสไปราจัดเป็นเชื้ออันตรายร้ายแรงระดับ 2 ที่ไม่ติดต่อผ่านทางระบบหายใจ   โดยผู้ป่วยติดเชื้อจะเริ่มต้นด้วยอาการไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ คอแข็ง เลือดออกที่บริเวณเยื่อบุตา อาจพบดีซ่าน ตับวาย ไตวายเฉียบพลัน เลือดออกในปอด และเสียชีวิตในรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง   ดังนั้น ผู้ป่วยซึ่งมีอาการดังกล่าวและมีประวัติสัมผัสสัตว์รังโรค ย่ำน้ำ ลุยโคลนด้วยเท้าเปล่า พักอาศัย / ทำกิจกรรมในพื้นที่เสี่ยงควรรีบพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาและเก็บสิ่งส่งตรวจ เช่น น้ำเหลือง (serum)  เลือด (EDTA blood)  ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง ชิ้นเนื้อ ส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์หาระดับภูมิคุ้มกัน สารพันธุกรรมและเพาะแยกเชื้อตามวิธีมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (วิธี microscopic agglutination test; MAT และเพาะแยกเชื้อ) และวิธีที่พัฒนาและได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ISO 15189 (วิธี indirect immunofluorescent assay; IFA และ polymerase chain reaction; PCR)  ซึ่งวิธี MAT และ IFA เป็นการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันที่ร่างกายผู้ป่วยสร้างแอนติบอดีต่อโรค  โดย MAT อ่านผลการทำปฏิกิริยาเกาะกลุ่ม (agglutination) ของเชื้อเลปโตสไปราที่ยังมีชีวิต (24 สายพันธุ์มาตรฐาน) กับแอนติบอดีของตัวอย่างน้ำเหลืองผู้ป่วยภายใต้กล้องจุลทรรศน์ชนิดพื้นมืด (dark field microscopy) (รูปที่ 1)    

ขณะที่ IFA อ่านผลการเรืองแสงสีเขียวของเชื้อเลปโตสไปราด้วยกล้องจุลทรรศน์เรืองแสง (fluorescent microscopy) จากการทำปฏิกิริยาระหว่างแอนติบอดีตัวอย่างน้ำเหลืองผู้ป่วยซึ่งจับครั้งแรกแบบจำเพาะกับเชื้อเลปโตสไปราที่เคลือบติดบนสไลด์แก้วและทำปฏิกิริยาจับกับแอนติบอดี (conjugated anti-human-g-immunoglobulin) ซึ่งติดฉลากสารเรืองสารสีเขียวฟลูออเรสซีน (fluorscein isothiocyanate; FITC) ตัวที่ 2 ดังแสดงในรูปที่ 2      สำหรับการตรวจโรคเลปโตสไปโรสิสด้วยวิธี PCR เป็นการตรวจหายีนจำเพาะของเชื้อเลปโตสไปราจากการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมเชื้อที่มีในสิ่งส่งตรวจ (เลือด  ปัสสาวะ  หรือ เชื้อที่ได้จากการเพาะแยก) และอ่านผลบนแผ่นวุ้น (agarose gel) เปรียบเทียบกับตัวควบคุมบวก / ลบ และโมเลกุลที่ทราบขนาด (molecular weight marker) (รูปที่ 3)    ซึ่งวิธีดังกล่าวข้างต้นทั้ง 3 วิธีใช้ระยะเวลาในการตรวจวินิจฉัยไม่เกิน 2 วันทำการ

 

 

 

 

ห้องปฏิบัติการของสถาบันฯ ยังเปิดให้บริการเพาะแยกเชื้อเลปโตสไปราจากสิ่งส่งตรวจ (เลือด ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง หรือ ชิ้นเนื้อ) ในอาหารเลี้ยงเชื้อชนิดเหลวที่จำเพาะต่อการเจริญเติบโต  โดยเพาะเลี้ยงเชื้อเลปโตสไปราแบบปราศจากการปนเปื้อนเชื้อในตู้ชีวนิรภัยซึ่งใช้เวลาดำเนินการติดตามการเจริญของเชื้ออย่างน้อย 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน พร้อมทั้งจำแนกเชื้อก่อโรคและสายพันธุ์เชื้อ   

นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้ผลิตชุดทดสอบตรวจโรคเลปโตสไปโรสิสด้วยวิธี IFA (Leptospirosis-IFA) เพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดย 1 ชุดทดสอบ ประกอบด้วย สไลด์เคลือบเชื้อเลปโตสไปรา 25 แผ่น ตัวควบคุมบวก / ลบ และ conjugated anti-human-g-immunoglobulin (IgM / IgG) ชนิดละ 1 ขวด ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ที่ ศูนย์ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ฝ่ายริกเก็ตเซียและเลปโตสไปโรสิส

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

กรกฎาคม 2560

 

!!! คลิ๊กดาวโหลด PDF !!!