สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

NATIONAL INSTITUTE OF HEALTH OF THAILAND

โรคแมวข่วน (Cat scratch disease)

วันที่ :2017-01-30

 

        เชื้อ Bartonella spp. เป็นแบคทีเรีย ลักษณะรูปแท่งสั้น (gram negative coccobacilli) ขนาด 0.5 – 1 ไมครอน ติดสีแกรมลบ (รูปที่ 1) เจริญเติบโตได้บนอาหารวุ้นแข็ง sheep blood agar) ภายใต้สภาวะที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ (facultative bacteria) พบโคโลนีสีขาวขุ่นหรือครีม (translucent to opaque) ขนาด 1-3 มิลลิเมตร (รูปที่ 2)  มากกว่า 20 สปีชีส์ ของเชื้อมีสัตว์เลือดอุ่น (สุนัข กระต่าย สัตว์ฟันแทะ คน) เป็นสัตว์รังโรคและสัตว์ขาข้อ (หมัด เห็บ โลน) เป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้ไม่ทราบสาเหตุ endocarditis, neuroretinitis เป็นต้น

 

 
        “โรคแมวข่วน” (cat scratch disease) เกิดจาก B. henselae เชื้อสาเหตุหลักและ B. clarridgeiae เชื้อสาเหตุรอง นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยคล้ายโรคแมวข่วน 1 ราย ติดเชื้อ B. alsatica จากรายงานการศึกษาวิจัย  มีแมวเป็นสัตว์รังโรคและ “หมัดแมว” (Ctenophalides felis) สัตว์ขาข้อพาหะนำเชื้อก่อโรค   คนติดเชื้อผ่านรอยแผลถลอกที่เกิดจากการกัด ข่วนของแมวหรือสัตว์ขาข้อ  อาการไม่รุนแรงในคนปรกติจนถึงขั้นรุนแรงในคนที่มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำ อาการทั่วไปที่พบ ได้แก่ ผื่นแดง ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณใกล้รอยแผลกัด/ข่วน ไข้สูงลอย เจ็บคอ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อาเจียน และอาการที่พบไม่บ่อยในผู้ป่วยบางราย เช่น osteomyelitis, neuroretinitis, encephalopathy, hepatosplenic ฯลฯ  การตรวจวินิจฉัยสามารถตรวจได้ทั้งการเพาะแยกเชื้อ การตรวจหาระดับภูมิคุ้มกัน หรือการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคจากตัวอย่างเลือด น้ำเหลืองผู้ป่วย หรือชิ้นเนื้อเยื่อบริเวณรอยแผล  สถานการณ์รายงานการพบเชื้อ B. henselae ในประเทศถูกรายงานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 ในผู้ป่วย angiomatosis และเป็นเชื้ออุบัติใหม่ที่มีการศึกษายังไม่มาก
 
        จากการศึกษาวิจัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถตรวจวินิจฉัยเพาะแยกเชื้อ B. henselae สาเหตุโรคแมวข่วนได้จากตัวอย่างเลือดครบส่วนโดยใช้ระยะเวลาในการเพาะแยก 7 – 45 วัน และสามารถตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ Bartonella spp. โดยวิธีทางอณูวิทยา ได้แก่ การเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมด้วยวิธี real time และวิธี conventional รวมทั้งการตรวจหาลำดับเบสของสารพันธุกรรมเชื้อก่อโรคเพื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล
 
 
 
ฝ่ายริกเก็ตเซียและเลปโตสไปโรสิส
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
มกราคม 2560