สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

National Institute of Health of Thailand

วันที่ :2013-01-02

กรมวิทยาศาสตร์การเตือนประชาชนให้ระวังแมลงขาข้อหลายชนิด เช่น ไรอ่อน หมัดหนู เหาหรือโลนและเห็บ ที่เป็นสาเหตุนำเชื้อก่อโรคกลุ่มริกเก็ตเซียสายพันธุ์ใหม่และเชื้อก่อโรคกลุ่มบาร์โทเนลลา และโรคคิวฟีเวอร์ ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ถูกพบนอกเหนือจากโรคประจำถิ่น  พร้อมเผยพบผู้ป่วยอาการไข้ไม่ทราบสาเหตุมากกว่า 300,000 รายต่อปี  

            น.พ.นิพนธ์  โพธิ์พัฒนชัย  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า แมลงขาข้อหลายชนิด เช่น ไรอ่อน หมัดหนู เหาหรือโลน และเห็บ เป็นพาหะนำโรคติดเชื้อทั้งที่เป็นโรคอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ  ซึ่งจากรายงานการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศพบความสัมพันธ์ระหว่างแมลงขาข้อ หลายชนิด เป็นสาเหตุนำเชื้อก่อโรคกลุ่มริกเก็ตเซีย ได้แก่ สครับไทฟัส(scrub typhus) มิวรีนไทฟัส(murine typhus) ไข้รากสาดชนิดระบาด(epidemic typhus) หรือกลุ่มโรคพุพอง (spotted fever)  โรคติดเชื้อกลุ่มบาร์โทเนลลา เช่น โรคแมวข่วน (cat scratch disease) หรือโรคคิวฟีเวอร์ (Q fever)  โดยเชื้อในกลุ่มโรคดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านทางแมลงขาข้อเป็นพาหะ ที่มีสัตว์ฟันแทะและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือคนเป็นแหล่งรังโรค สำหรับประเทศไทยพบรายงานโรคติดเชื้อบาร์โทเนลลาสายพันธุ์ใหม่ “Bartonella tamiae” ในปี 2551 โดย Kosoy และคณะ ได้ทำการศึกษาเพาะแยกเชื้อที่ได้จากตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไข้ไม่ทราบสาเหตุ 3 ราย    เช่นเดียวกับเชื้อก่อโรคกลุ่มริกเก็ตเซีย      สายพันธุ์ใหม่ๆ และ Coxella burnetii สาเหตุของโรคคิวฟีเวอร์  ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ถูกพบนอกเหนือจากโรคประจำถิ่น เช่น โรคสครับไทฟัสและมิวรีนไทฟัส

            อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากรายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2554 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ป่วยกลุ่มอาการไข้ไม่ทราบสาเหตุมากกว่า 300,000 รายต่อปี ซึ่งสาเหตุนอกเหนือจากโรคติดเชื้อประจำถิ่นที่ยังไม่มีวัคซีนเพื่อใช้ในการควบคุมป้องกันรักษาแล้ว เชื้อก่อโรคอุบัติใหม่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่แพทย์ผู้ทำการรักษาและห้องปฏิบัติการต้องตระหนักอีกด้วย ซึ่งโรคกลุ่มริกเก็ตเซีย และโรคติดเชื้อกลุ่มบาร์โทเนลลา ยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถรักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ ในขณะที่โรคคิวฟีเวอร์มีวัคซีนใช้ในบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แต่โรคกลุ่มริกเก็ตเซียต้องรักษาแบบประคับประคองภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ  ที่อาจพบได้ เช่น เกล็ดเลือดต่ำ ความดันโลหิตต่ำ และอาจถึงขั้นช็อกเสียชีวิตได้ 

            น.พ.สมชาย   แสงกิจพร  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการพบว่าแมลงพาหะจะถูกกระตุ้นให้กัดได้ดีในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูง 40 ◦ซ เมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิที่ 25 ◦ซ จึงขอเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่บริเวณที่เป็นพุ่มไม้ แสงแดดส่องไม่ถึง เพราะอุณหภูมิของร่างกายเราจะเป็นตัวกระตุ้นให้แมลงพาหะกัดได้ ดังนั้นหากมีความจำเป็นเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวควรทายากันแมลงกัดก่อนเข้าพื้นที่  พร้อมทั้งทำลายแหล่งรังโรค หากพบว่ามีไข้สูงควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังได้พัฒนาชุดตรวจโรคสครับไทฟัสและมิวรีนไทฟัส ด้วยวิธี Indirect Immunofluorescent Assay (IFA) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคสครับไทฟัสและมิวรีนไทฟัสตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องและรวดเร็ว  ทำให้รักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที ลดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น และหน่วยงานสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถนำไปใช้ตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันของเชื้อก่อโรคสครับไทฟัสและมิวรีนไทฟัสในพื้นที่  ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาสาเหตุเชื้อก่อโรคพุพอง บาร์โทเนลลา และคิวฟีเวอร์ โดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ซึ่งเป็นการตรวจในระดับสารพันธุกรรม เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร 0 2951 0000 ต่อ 98463

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

                                                                                                                                                     29 ธันวาคม  2555