สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

National Institute of Health of Thailand

วันที่ :2020-11-18

      การตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือดเป็นข้อมูลทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญในการติดตามการดำเนินโรคของการติดเชื้อเอชไอวีภายหลังการตรวจวินิจฉัย และได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส การตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด ที่มีความแม่นยำ และเที่ยงตรง จะส่งผลให้แพทย์สามารถติดตามผลการรักษา ปรับการให้ยา และควบคุมไวรัส เป็นผลให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีอายุที่ยืนยาวขึ้น เป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาและเร่งรัดการรักษา ดูแล และช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560 – 2573

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข โดยฝ่ายปฏิบัติการด้านเชื้อถ่ายทอดทางการให้เลือดจึงเล็งเห็นความสำคัญในการประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด โดยดำเนินแผนทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เพื่อประเมินผลการตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือดของห้องปฏิบัติการที่เป็นสมาชิก เพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถเปรียบเทียบผลการทดสอบกับห้องปฏิบัติการอื่นและนำข้อมูลไปพัฒนาคุณภาพการตรวจทดสอบ การดำเนินงานปี พ.ศ. 2563 มีห้องปฏิบัติการทั้งภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมเป็นสมาชิก จำนวน 48 แห่ง อัตราการตอบผลกลับทั้ง 2 รอบดำเนินการเฉลี่ยร้อยละ 97.92 การประเมินความสามารถห้องปฏิบัติการสมาชิกวิเคราะห์ความแม่น (Accuracy) และ ความเที่ยง (Precision) ผลการทดสอบของสมาชิกโดยใช้สถิติ Algorithm A ตาม ISO13528:2015 จากข้อมูลพบห้องปฏิบัติการที่ผลการวิเคราะห์ความแม่นออกนอกช่วงที่ยอมรับได้ จำนวน 1 แห่ง และห้องปฏิบัติการที่ผลการวิเคราะห์ความเที่ยงออกนอกช่วงที่ยอมรับได้ จำนวน 4 แห่ง โดยแยกตามประเภทโรงพยาบาล/หน่วยงาน ดังรูปที่ 1 และ 2 ตามลำดับ

      สำหรับห้องปฏิบัติการที่ผลการประเมินออกนอกช่วงยอมรับ ผู้ดำเนินแผนฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะให้มีการตรวจสอบหาสาเหตุ เช่น การทบทวนการบำรุงรักษาเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ หรือทวนสอบผลการสอบเทียบน้ำยาหรือตัวอย่างควบคุมคุณภาพ รวมถึง ห้องปฏิบัติการสามารถขอรับตัวอย่างวัตถุทดสอบเพื่อทวนสอบปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ไขและป้องกันปัญหาที่อาจขึ้นกับตัวอย่างในงานประจำวันต่อไป

 

 !!! คลิ๊กดาวโหลด PDF !!!  


จัดทำโดย.............สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
พฤศจิกายน 2563