พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

พระราชกรณียกิจ

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมา ทรงเริ่มเสด็จเยี่ยมเยือนและพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ เริ่มจากราษฎรที่อยู่ใกล้เคียงกับพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และค่อยๆขยายพื้นที่ไปทั่วทุกภาคของประเทศ จนกล่าวได้ว่า “ไม่มีพื้นที่แห่งใดเลยในประเทศไทย ที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึง ซึ่งพสกนิกรชาวไทยในทุกหนแห่งต่างถวายความจงรักภักดีแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างล้นเหลือเช่นกัน”

         จากการเสด็จออกเยี่ยมราษฎรด้วยพระองค์เอง ทำให้ทรงทราบถึงทุกข์สุขและสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงพบว่าประชาชนชาวไทยส่วนมากมีปัญหาในเรื่องฐานะความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นปัญหาในหลายๆด้าน ที่ต้องแก้ไขไปพร้อมๆกัน เช่น ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและชลประทาน ด้านการจัดการและพัฒนาที่ดิน ด้านเกษตรกรรม ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ด้านการศึกษาวิจัย ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านอาชีพเสริมและอื่นๆ ด้วยเหตุนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการตามพระราชประสงค์จึงได้เกิดขึ้นอย่างมากมายกว่า ๒,๐๐๐ โครงการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เพื่อความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎร์ทั้งสิ้น ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ประชาชนชาวไทยจึงพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

 

พระราชกรณียกิจ
        ๑. ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและชลประทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบว่าพื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งขาดแคลนน้ำ ที่ใช้เพาะปลูกและอุปโภค ในขณะที่บางแห่งกลับมีน้ำท่วม พืชผลได้รับความเสียหาย จึงทรงจัดหาแหล่งน้ำและการชลประทานให้แก่ราษฎร เช่น

         - โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภค
         - โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร
         - โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้าในชนบทที่ห่างไกล
         -  โครงการบรรเทาอุทกภัย เป็นต้น

       ๒. ด้านการจัดการและพัฒนาที่ดิน พระองค์ทรงเริ่มโครงการพัฒนาที่ดินหุบกะพง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาการไม่มีที่ดินทำกินของเกษตรกรเป็นสำคัญ

ดังพระราชดำรัสที่ว่า

“มีความเดือดร้อนอย่างยิ่งว่าประชาชนในเมืองไทยจะไร้ที่ดิน และถ้าไร้ที่ดินแล้วก็จะทำงานเป็นทาสเขา ซึ่งเราไม่ปรารถนาที่จะให้ประชาชนเป็นทาสคนอื่น แต่ถ้าเราสามารถที่จะขจัดปัญหานี้ โดยเอาที่ดินจำแนกจัดสรรอย่างยุติธรรม อย่างมีการจัดตั้งจะเรียกว่านิคมหรือจะเรียกว่าหมู่หรือกลุ่มหรือสหกรณ์ก็ตาม ก็จะทำให้คนที่มีชีวิตแร้นแค้นสามารถที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้”


       ๓. ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พระองค์ทรงให้มีการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อทำนุบำรุงและปรับปรุงสภาพทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ทรงเน้นงานการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมโดย เฉพาะปัญหาน้ำเน่าเสีย โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่

         - หลักการ “น้ำดีไล่น้ำเสีย”
         - ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียด้วยการผสมผสานระหว่างพืชน้ำกับระบบการเติมอากาศ
         - ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบ่อบำบัดและวัชพืชบำบัด
         - เครื่องกลเติมอากาศ “กังหันน้ำชัยพัฒนา”

        ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The Food and Agriculture Organization : FAO) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณในด้านการพัฒนาการเกษตร (Agricola Medal) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๘ ในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอุทิศพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยโดยเฉพาะผู้ซึ่งประกอบอาชีพเพาะปลูก บำรุงรักษาน้ำ และบำรุงรักษาป่า ซึ่งทรงยึดหลัก "สนับสนุนการพัฒนาแบบยั่งยืนเพื่อความมั่นคงในอนาคต" เป็นหลักปฏิบัติ โดยองค์การฯ สดุดีพระองค์ว่า ทรงพระปรีชาสามารถเกี่ยวกับความยุติธรรมของสังคม ซึ่งได้ปรากฏเห็นเป็นตัวอย่างจากนโยบายเรื่องการแบ่งที่ดินทำกินเพื่อเกษตรกรและผู้ทำนุบำรุงรักษาป่า ทรงวิริยะอุตสาหะในเรื่องการกักเก็บน้ำให้เพียงพอเพื่อประกันผลผลิตอาหาร การอนุรักษ์สันปันน้ำและป้องกันการกัดเซาะผิวดิน ทรงสนับสนุนเผยแพร่การเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งรวบรวมแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และขยายพันธุ์สัตว์ให้เจริญเติบโตขึ้น ตลอดจนการบำรุงผิวดิน ทรงมีพระอุตสาหะอันสูงส่งในการสงวนรักษาพันธุ์พืช ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อมนุษยชาติในการค้นคว้าเรื่องอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากทรงมีสายพระเนตรอันกว้าง ไกลในการที่จะทำให้โลกปราศจากความหิวโหย และประชาชนมีอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

       ๔. ด้านเกษตรกรรมและการยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พระองค์ทรงมีพระราชดำรัส ความว่า
“การเกษตรนั้นถือได้ว่าเป็นทั้งรากฐานและชีวิตสำหรับประเทศของเรา เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นเสมอมาว่า วิธีการพัฒนาที่เหมาะสมแก่ประเทศเราอย่างยิ่ง ก็คือจะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขาให้พัฒนาก้าวหน้า เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น”

เกษตรทฤษฎีใหม่
       เป็นแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับการจัดพื้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย และมีชีวิตอย่างยั่งยืน เป็นหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โดยแบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ ได้แก่

       พื้นที่นาข้าว :
       พื้นที่พืชไร่พืชสวน :
       พื้นที่แหล่งน้ำ :
       ที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์
       ในอัตราส่วน ๓:๓:๓:๑

เศรษฐกิจพอเพียง

       เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

       ๕. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข พระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข
ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรมก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ ชาติ ก็คือพลเมืองนั่นเอง”

       ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด เพื่อจะรักษาผู้ป่วยได้ทันที

        ๖. ด้านการศึกษา พระองค์ทรงตระหนักดีว่าการศึกษาของเยาวชนนั้นเป็นพื้นฐานอันสำคัญของประเทศชาติ
ดังพระราชดำรัสที่ว่า “การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล หากสังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนในทุกๆด้านแล้ว สังคมและบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ สามารถดำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้ และพัฒนาก้าวหน้าต่อไปโดยตลอด”

        ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อก่อตั้งกองทุนการศึกษาหลายขั้นหลายทุน รวมทั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน

        ๗. ด้านศาสนา พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในการเปิดพระราชพิธีเนื่องในวโรกาสต่างๆ อาทิเช่น พระราชพิธีบำเพ็ญการกุศล ทรงสนับสนุนให้มีการสร้างศาสนสถาน อีกทั้งยังทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา ไม่ใช่เฉพาะแต่ศาสนาที่พระองค์ทรงนับถือ เนื่องจากทุกศาสนาต่างสอนให้คนเป็นคนดี

        ๘. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕o๒ ถึง ๒๕๑o พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวม ๒๗ ประเทศ เพื่อเป็นการเจริญพระราชไมตรีกับบรรดามิตรประเทศให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเพื่อนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยไปมอบให้กับประชาชน ในประเทศต่างๆ

        ๙. ด้านศิลปวัฒนธรรม ทรงตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย ทรงตั้งโรงละครหลวงขึ้นเพื่อส่งเสริมการแสดงละครในหมู่ข้าราชบริพาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบอาคารสมัยใหม่เป็นแบบทรงไทย เช่น ตึกอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

        ๑๐. ด้านการกีฬา เรือใบเป็นกีฬาที่พระองค์ทรงโปรดเป็นพิเศษ ทรงเป็นตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งเรือใบในกีฬาแหลมทองครั้งที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๙-๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑o ด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงชนะเลิศเหรียญทอง และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑o ท่ามกลางความปลื้มปีติของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ และเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั่วโลกถึงพระอัจฉริยภาพทางกีฬาเรือใบของพระองค์ พระองค์ทรงออกแบบและประดิษฐ์เรือใบยามว่าง เรือใบลำสุด ท้ายที่พระองค์ทรงต่อคือ เรือโม้ค (Moke) เมื่อ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑o เรือใบซูเปอร์มดยังถูกใช้แข่งขันในระดับนานาชาติที่จัดในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๑๓ นอกจากกีฬาเรือใบ ยังทรงเล่นกีฬาประเภทอื่นๆ เช่น แบตมินตัน เทนนิส ยิงปืน เป็นต้น

 

โครงการหลวง

ความเป็นมา

        พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรชีวิตของชาวเขาที่บ้านดอยปุย ใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จึงทรงทราบว่าชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน นอกจากฝิ่นแล้วยังเก็บท้อพื้นเมืองขาย แม้ว่าลูกจะเล็กก็ตาม โดยที่ทรงทราบว่า สถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเขตหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับต้นตอท้อพื้นเมือง จึงให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อที่เหมาะสมสำหรับบ้านเรา เพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น โดยพระราชทานเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับจัดหาที่ดินดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานีวิจัยดอยปุยซึ่งมีพื้นที่คับแคบจึงเรียกพื้นที่นี้ว่า สวนสองแสน ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ มีชื่อเรียกในระยะแรกว่า “โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมกับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวาย สำหรับเป็นงบประมาณดำเนินงานต่างๆ และพระราชทาน

เป้าหมายสำหรับการดำเนินงาน ดังนี้

๑. ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม
๒. ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร
๓. กำจัดการปลูกฝิ่น
๔. รักษาดิน และใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือให้ป่าอยู่ส่วนที่เป็นป่า และทำไร่ ทำสวน ในส่วนที่ควรเพาะปลูก อย่าให้สองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน

        การดำเนินงานต่างๆ ของโครงการหลวง มีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆปฏิบัติงานถวาย ทำให้การปฏิบัติงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานวิจัยการปลูกพืชเขตหนาวชนิดต่างๆ เกษตรกรสามารถนำไปปลูกทดแทนฝิ่นได้ผลดี

        พ.ศ.๒๕๓๗ โครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติ (UNDCP) ได้ทูลเกล้าฯถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชอื่นแทน จึงกล่าวได้ว่าโครงการหลวงเป็นโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแห่งแรกของโลก

        เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขา ความว่า “…เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถที่จะเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้ของเขาเอง ที่มีโครงการนี้ จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ มนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร สามารถที่จะมีความรู้และพยุงตัว มีความเจริญก้าวหน้าได้ อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าสามารถช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติดคือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการปลูกฝิ่นและการค้าฝิ่น ได้ผลดี อันนี้ก็เป็นผลอย่างหนึ่ง ผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขาตามที่รู้เป็นผู้ที่ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยชาวเขา ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่ดีกินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้เขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะมีความอยู่ดีกินดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก”

        ระยะเริ่มต้น ไม่มีใครทราบว่าควรปลูกชนิดใดบนดอยซึ่งมีอากาศหนาวเย็น โครงการหลวงจึงเริ่มดำเนินงานวิจัย เพื่อทดลองการปลูกไม้ผลเมืองหนาวที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่สูงของประเทศไทย โดย พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เพื่อเป็นสถานีทดลองการปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ในบริเวณหุบเขาสูงของดอยอ่างขาง ตำบลม่อนปิน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณสถานีเป็นหุบเขายาวๆล้อมรอบด้วยภูเขาทุกด้าน ด้านเหนือติดประเทศพม่า บริเวณดังกล่าวมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๑,๔oo เมตร มีอากาศหนาวเย็น อ่างขางในเวลานั้นเป็นทุ่งหญ้าคา ช่วงฤดูหนาวมีฝิ่นปลูกอยู่ทั่วไป

        ปัจจุบันโครงการหลวงบนดอยอ่างขาง ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยอากาศที่เย็นสบายตลอดปี และเป็นสถานีวิจัยพืชเมืองหนาวสำหรับให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่น ดังนั้นจึงมีพืชผักต่างๆ รวมทั้งดอกไม้สีสันสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน

มูลนิธิโครงการหลวง

        พ.ศ. ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โครงการหลวงจดทะเบียนเป็นมูลนิธิโครงการหลวง โดยพระราชทานเงินเพื่อเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิฯ เริ่มแรก ๕oo,ooo บาท เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ถาวรมั่นคงสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีระบบงานที่แน่นอนรองรับ มีการบริหารงานภายในคล่องตัว มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเกิดผลดียิ่งขึ้นในอนาคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ และหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงเป็นประธานมูลนิธิ โดยมี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นเลขาธิการมูลนิธิ

        มูลนิธิโครงการหลวงดำรงลักษณะงานในความมุ่งหมายเดิมของโครงการหลวง ถือเป็นโครงการส่วนพระองค์ในการดำเนินการพัฒนาเกษตรที่สูง สืบทอดเจตนารมณ์ที่เคยมีมาคือ บุกเบิก และพัฒนาสิ่งใหม่ เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ของขาวเขา และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร

        มูลนิธิโครงการหลวงมีเป้าหมายการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานไว้กับโครงการหลวง โดยได้เพิ่มการปลูกพืชเพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่ง

        ปัจจุบันโครงการหลวงได้ให้การส่งเสริมและพัฒนาในพื้นที่ชุมชนชาวเขาซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง มีจำนวน ๓๘ แห่ง แต่ละศูนย์ฯครอบคลุมพื้นที่แห่งละ ๕-๒o หมู่บ้าน ในพื้นที่ ๕ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และพะเยา มีประชากรชาวเขาเผ่าต่างๆ ๑๓ เผ่า และชาวไทยที่อยู่อาศัยบนพื้นที่ภูเขาได้รับประโยชน์รวม ๓๗,๕๖๑ ครัวเรือน จำนวนประชากร ๑๗๒,๓๐๙ คน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง มีความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ และสิ่งใหม่ๆ ไปพัฒนาชุมชนชาวเขาในพื้นที่โครงการหลวงให้ก้าวหน้าและยั่งยืน และมีความพร้อมที่จะเป็นฐานการเรียนรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศไทย รวมทั้งยินดีที่จะให้ความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนบนพื้นที่สูงของนานาประเทศ ตามคำขวัญของโครงการหลวงที่ว่า


โครงการหลวง ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก

        ผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผักปลอดภัยสารพิษ สมุนไพร ถั่วและธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูป ในชื่อการค้า โครงการหลวง และดอยคำ


รางวัลและความสำเร็จ

          - พ.ศ. ๒๕๓๑ รางวัลแมกไซไซ สาขา International understanding
          - พ.ศ. ๒๕๓๑ Thai Expo Award ๑๙๘๘ สินค้าไทยส่งออกดีเด่น
          - พ.ศ. ๒๕๓๓ Thailand’s Best Quality Product Award ๑๙๙o
          - พ.ศ. ๒๕๔๓ Life Time Achievement Award, ICDF Taiwan (หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี)
          - พ.ศ. ๒๕๔๗ Colombo Plan สาขาองค์กรที่แก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่นได้สำเร็จ
          - พ.ศ. ๒๕๔๗ รางวัลเทพทอง ประเภทองค์กรดีเด่นประจำปี ๒๕๔๖
          - พ.ศ. ๒๕๕๑ Thailand Tourism Award (ปี ๒๕๔๓, ๒๕๔๗)
          - พ.ศ. ๒๕๕๑ Expo Zaragoza ๒oo๘ “Water and Sustainable Development” ประเทศสเปน
          - รางวัลอื่นๆ เช่น การบำรุงรักษาและใช้รถยนต์ยอดเยี่ยม และรางวัลจากการประกวดดอกไม้ในงานไม้ดอกไม้ประดับเชียงใหม่